|
|  |
 |
ปี่ชวา |
 |
 |
ผู้บันทึก admin เมื่อ ศุกร์ 24 มิ.ย. 11@ 18:36:37 ICT (4463 ครั้ง) |
 |
 |
ปี่ชวา ทำเป็น ๒ ท่อนเหมือนปี่ไฉนคือท่อนเลาปี่ยาวราว ๒๗ ซม. และท่อนลำโพงยาวราว ๑๔ ซม.เจาะรูนิ้วและรูปร่างลักษณะก็เหมือนปี่ไฉนทุกอย่าง แต่มีขนาดยาวกว่าปี่ไฉนกล่าวคือ ปี่ชวาเมื่อสวมท่อลำโพงและเลาปี่เข้าด้วยกันแล้วยาวประมาณ ๓๘-๓๙ ซม. ตรงปากลำโพงก็กว้างขนาดเดียวกับปี่ไฉนทำด้วยไม้จริงหรืองา ที่ทำต่างจากปี่ไฉนก็คือตอนบนที่ใส่ลิ้นปี่ทำให้บานออกเล็กน้อย ลักษณะของลิ้นปี่ก็เหมือนกับลิ้นปี่ไฉนต่างแต่มีขนาดยาวกว่าเล็กน้อย ชื่อของปี่ชนิดนี้บอกตำนานอยู่ในตัวแล้วและโดยเหตุที่มีลักษณะรูปร่างเหมือน ปี่ไฉนของอินเดียเป็นแต่ดัดแปลงให้ยาวกว่า เสียงที่เป่าออกมาจึงแตกต่างจากปี่ไฉนของอินเดียเรานำเอาปี่ชวามาใช้แต่ เมื่อไรไม่อาจทราบได้แต่คงจะนำเข้ามาใช้คราวเดียวกับกลองแขก และเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นนั้นปรากฏว่า เรามีปี่ชวาใช้ในกระบวนพระยุหยาตราเสด็จพระราชดำเนินแล้ว เช่นมีกล่าวถึงใน "ลิลิตยวนพ่าย" ว่า "สรวญศรัพทคฤโฆษฆ้อง กลองไชย ทุมพ่างแตรสังข์ ชวา ปี่ห้อ" ซึ่งคงจะหมายถึงปี่ชวาและปี่ห้อหรือปี่อ้อ ปี่ชวาใช้คู่กับกลองแขก (ชวา) เช่นเป่าประกอบการเล่นกระบี่กระบอง และประกอบการแสดงละคอนเรื่อง อิเหนา ตอนรำกริช และใช้ในวงปี่พาทย์นางหงส์ กับใช้ในวงดนตรีที่เรียกว่าวง "ปี่ชวากลองแขก" หรือวง "กลองแขกปี่ชวา" วงเครื่องสายปี่ชวา และวง "บัวลอย" ทั้งนำไปใช้เป่าในกระบวนแห่ซึ่ง "จ่าปี่" เป่านำกลองชนะในกระบวนพระยุหพยาตราด้วย
|
 |
|
|
 |
ปี่มอญ |
 |
 |
ผู้บันทึก admin เมื่อ พฤหัสบดี 23 มิ.ย. 11@ 22:59:11 ICT (2482 ครั้ง) |
 |
 |
ปี่มอญ ทำเป็น ๒ ท่อนเหมือนปี่ชวาแต่ขนาดใหญ่กว่าและยาวกว่าคือท่อน "เลาปี่" ทำด้วยไม้จริงกลึงกลมเรียวยาวประมาณ ๕๐ ซม. ตอนใกล้หัวเลาปี่ระยะสัก ๖ ซม. กลึงเป็นลูกแก้วคั่นด้านบนเจาะรูเรียงนิ้ว ๗ รู กับมีรูนิ้วค้ำ ๑ รูด้วย ส่วนท่อน "ลำโพง" ยาวประมาณ ๒๓ ซม. ทำด้วยทองเหลืองหรือโลหะอย่างอื่นและทำเป็นลูกแก้วคั่นกลางเหมือนกัน ช่องปากลำโพงกว้าง ๑๐ ซม. ถ้ารวมทั้งใบบานที่กางออกไปซึ่งมีรัศมีกว้างราว ๖ ซม. โดยรอบด้วยวัดผ่านศูนย์กลางก็ราว ๒๒ ซม. ตามปรกติเลาปี่กับลำโพงที่สอดสวมเข้าไปด้วยกันนั้นหลวมหลุดออกจากกันได้ง่าย จึงต้องมีเชือกเส้นหนึ่งผูกลำโพงท่อนบนโยงมาผูกไว้กับตัวเลาปี่ตอนบนเหนือ ลูกแก้ว ผูกเคียนเป็นทักษิณาวัฏด้วยวิธีผูกเชือกที่เรียกว่าเงื่อน "สันปลาช่อน" เนื่องจากปี่มอญใหญ่และยาวกว่าปี่ไฉนและปี่ชวา กำพวดของปี่จึงจำต้องยาวไปด้วยตามส่วนคือ ยาวประมาณ ๘-๙ ซม. และเขื่องกว่ากำพวดปี่ชวาเล็กน้อย มีแผ่นกระบังลมสำหรับกันริมฝีปากผู้เป่าเช่นเดียวกับปี่ไฉนและปี่ชวา ปี่มอญ ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์มอญหรือตามที่ปรากฏในหมายรับสั่งแต่ก่อนเรียกไว้ว่า "ปี่พาทย์รามัญ" และบรรเลงร่วมกับกลองแอว์ บางกรณีด้วย
|
 |
|
|
 |
ฉิ่ง |
 |
 |
ผู้บันทึก admin เมื่อ อังคาร 03 พ.ค. 11@ 11:55:13 ICT (5586 ครั้ง) |
 |
 |
เมื่อพูดกันถึงว่า เครื่องดนตรีไทยอะไรเล่นง่ายที่สุด ก็มักจะบอกว่า "ฉิ่ง" หรือใครมาถามอะไรว่าเล่นเครื่องดนตรีไทยอะไรได้ บางคนก็มักตอบเขินๆ ว่า "ฉิ่ง" นอกจากนี้การ "ตีฉิ่ง" ยังดันไปมีความหมายไปทางเสพสังวาสของกลุ่มคนที่รักร่วมเพศแบบ "หญิง-หญิง" O_o วุ่ย~~ เอาละ ความนี้เรามารู้จัก "ฉิ่ง" ที่หมายถึงเครื่องดนตรีไทยกันดีกว่า ว่ามีลักษณะ เป็นอย่างไร >_<"
|
 |
|
|
 |
ซอสามสาย |
 |
 |
ผู้บันทึก admin เมื่อ ศุกร์ 10 ธ.ค. 10@ 11:30:01 ICT (17771 ครั้ง) |
 |
 |
"...จนมาถึงยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สืบเนื่องมาจากที่พระองค์ท่านมีอัจฉริยภาพในทางศิลปะด้านต่างๆ เช่น ทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์เทพวรารามด้วย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง อีกประการหนึ่ง พระองค์ท่านยังโปรดทรงซอสามสายเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้พระองค์ท่านได้ประดิษฐ์คิดสร้างซอสามสายได้ด้วยความประณีต งดงาม และเป็นแบบอย่างมาจนถึงปัจจุบันนี้..."
|
 |
|
|
 |
พิณน้ำเต้า |
 |
 |
ผู้บันทึก admin เมื่อ ศุกร์ 10 ธ.ค. 10@ 11:10:56 ICT (5661 ครั้ง) |
 |
 |
"...โดยทั่วไปแล้วผู้ดีดพิณน้ำเต้าจะต้องไม่สวมเสื้อ
ซึ่งก็หมายความว่าผู้ที่ดีดส่วนมากจะเป็นผู้ชาย
โดยผู้ดีดจะนำเอากะโหลกเสียง หรือ กะโหลกน้ำเต้าวางประกบแนบติดกับอกซ้าย
มือซ้ายจะจับที่ทวน ส่วนมือขวาจะใช้ดีดพิณ ผู้ดีดพิณน้ำเต้าที่มีความชำนาณในการเล่นจะขยับกะโหลกน้ำเต้าให้เปิด-ปิด
อยู่ตรงหน้าอกข้างซ้ายในบางครั้งบางครา เพื่อให้เกิดเสียงที่ก้องกังวาน
ตามความประสงค์ของผู้ที่ดีด แล้วใช้นิ้วซ้ายช่วยกด เพื่อให้สายตึงหรือหย่อน..."
|
 |
|
|
 |
กระจับปี่ |
 |
 |
ผู้บันทึก admin เมื่อ ศุกร์ 10 ธ.ค. 10@ 10:59:19 ICT (9222 ครั้ง) |
 |
 |
"...ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีกล่าวไว้ในกฎมณเฑียรบาลว่า “ร้องเพลงเรือ เป่าปี่เป่าขลุ่ย สีซอดีดจะเข้ กระจับปี่ตีโทนทับ โห่ร้องนี่นั่น” ต่อมาก็นำมาใช้เป็นเครื่องดีดประกอบการขับไม้ สำหรับบรรเลงในพระราชพิธี แต่เนื่องจากกระจับปี่มีเสียงเบา และมีน้ำหนักมาก ผู้ดีดกระจับปี่จะต้องนั่งพับเพียบขวาแล้วเอาตัวกระจับปี่ วางบนหน้าขาข้างขวาของตน เพื่อทานน้ำหนัก มือซ้ายถือคันทวนมือ ขวาจับไม้ดีด เป็นที่ลำบากมาก อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ไม่ค่อยมีผู้นิยมเล่นกระจับปี่ ในปัจจุบันจึงหาผู้เล่นได้ยาก..."
|
 |
|
|
 |
ซอด้วง |
 |
 |
ผู้บันทึก admin เมื่อ พุธ 10 พ.ย. 10@ 02:52:49 ICT (33188 ครั้ง) |
 |
 |
ซอด้วง เป็นซอ ๒ สาย เช่นกัน ทั้งทวนและคันชักทำอย่างเดียวกับซออู้ แต่ขนาดย่อมกว่าและสั้นกว่าเล็กน้อย กะโหลกซอด้วงเดิมทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ ต่อมาใช้ไม้จริงและงา ที่นิยมว่าเสียงดีนั้นทำด้วยไม้ลำเจียก ใช้หนังงูเหงือมขึงหน้าซอ เนื่องจากลักษณะกะโหลกซอด้วงคล้ายคลึงเครื่องดักสัตว์ที่เรียกว่า "ด้วง" เช่น เครื่องดักแย้ เครื่องดักหนูตามท้องนา จึงเรียกเครื่องดนตรีชนิดนี้ตามรูปร่างลักษณะนั่นเอง ซอด้วงมีเสียงแหลมสูง ดังแหลมกว่าซออู้ ใช้บรรเลงในวงเครื่องสาย และวงมโหรี
|
 |
|
|
 |
ซออู้ |
 |
 |
ผู้บันทึก admin เมื่อ พุธ 10 พ.ย. 10@ 02:52:04 ICT (21564 ครั้ง) |
 |
 |
ซออู้ เป็นซอ ๒ สาย ตัวกะโหลกซอทำด้วยกะลามะพร้าวชนิดกลมรีขนาดใหญ่ ใช้หนังแพะหรือหนังลูกวัวขึงขึ้นหน้า คันซอ หรือ "ทวน" ทำด้วยไม้จริง เช่น ไม้แก้ว หรือทำด้วยงาช้างตันก็มี ที่หน้าซอตรงกลางที่ขึ้นหนัง ใช้ผ้าม้วนกลมๆ เป็นหมอนหนุนสายให้พันหน้าซอ คันชัก ทำด้วยไม้จริงหรืองา ใช้ขนหางม้าประมาณ ๑๖๐-๒๐๐ เส้น สำหรับขึ้ยสายคันชัก เหมือนสายกระสุน หรือหน้าไม้ ซออู้ ใช้บรรเลงร่วมในวงเครื่องสาย วงมโหรี วงปี่พาทย์ไม้นวม และวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์
|
 |
|
|
 |
ปี่ใน |
 |
 |
ผู้บันทึก admin เมื่อ พุธ 10 พ.ย. 10@ 02:51:12 ICT (28667 ครั้ง) |
 |
 |
เครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่ง ที่ไปปรากฏอยู่ในวรรคดีไทยชื่อดังอย่างเรื่อง พระอภัยมณี ของ สุนทร ภู่ คือ "ปี่" ในเนื้อเรื่องนี้เสียง "ปี่" ของพระอภัยฯ มีฤทธิ์เดช สามารถจะบันดาลความสามารถได้มหัศจรรย์ ทั้งทำให้คนหลง คนรัก คนหลับไหล หรือร้ายแรงถึงขั้นวายชีวาได้ ในวรรณคดีไม่ได้กล่าวว่าเป็นปี่ชนิดใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็น "ปี่ใน" เพราะปี่ใน เป็นปี่อย่างไทย ไม่ได้รับเข้ามาภายหลังอย่าง "ปี่ชวา" หรือ "ปี่มอญ" อีกทั้งเรื่องหนึ่งคือ สุนทรภู่ มีชีวิตอยู่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งขณะนั้นก็มีนักดนตรีไทยท่านหนึ่ง ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เช่นกัน คือ "พระประดิษฐไพเราะ" (มี ดุริยางกูร) หรือที่เราเรียกกันว่า ครูมีแขก เพราะว่าครูมีแขกนี้ มีความสามารถทางด้านดนตรีไทยรอบตัว โดยเฉพาะ "ปี่ใน" นี้ กล่าวกันว่าท่านมีความสามารถมากยิ่งนัก เพลงเดี่ยวปี่ในที่มีชื่อเสียงของท่านคือเพลง "ทยอยเดี่ยว" ถึงกับมีปรากฏชื่อของท่านในบทไหว้ครูเสภาว่า "ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ" ... พูดมาเยอะมาก คราวนี้เรามารู้จัก "ปี่ใน" กันดีกว่าครับ
|
 |
|
|
 |
การควั่นสายจะเข้, สายซอต่างๆ |
 |
 |
ผู้บันทึก admin เมื่อ พุธ 10 พ.ย. 10@ 02:30:31 ICT (2373 ครั้ง) |
 |
 |
ผมใช้สายแบบนี้ กับจะเข้และกระจับปี่ที่ใช้อยู่ ได้เสียงใกล้เคียงกับสายไหมแท้ ราค
าไม่แพง และทนทานกว่่า....ก่อนอื่นขอแนะนำวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้กันก่อนจ้า....ท่านที่ สนใจเตรียมหาไว้นะจ
๊ะ.....
|
 |
|
|
 |
|
 |
|
|
12 เรื่อง (2 หน้า, 10 เรื่องต่อหน้า) [ 1 | 2 ] |
|
 |
|
 |
|  |
|
|
มีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ PataKorn.com แล้ว 8501571 ครั้ง เริ่มใหม่นับเมื่อ พฤศจิกายน 2553 (ก่อตั้งจริงวันที่ 17 พฤษภาคม 2552) ดูสถิติอย่างละเอียด คลิ๊กที่นี่
|
|
|